Temsiri's profileยินดีต้อนรับค่ะPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 26 แด่เธอผู้รู้สึกตัว
จากหนังสือ แด่เธอผู้รู้สึกตัว
เพื่อนๆ ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ อาจจะเข้าใจยากสักนิด แต่อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองฝึกสติดู เพราะต่อให้คุณอ่านหนังสือเป็นพันเล่ม แต่ไม่ได้ลองปฏิบัติ คุณก็ไม่มีทางได้สัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์นี้ได้เลย
May 25 บทความดีๆ จากหนังสือธรรมะเมื่อไหร่ พวกเราจะรู้ทันความจริงกันเสียที
วิปัสสนากรรมฐานมิใช่เป็นเรื่องของการนั่งหลับตา เพื่อให้เห็นภาพวิจิตรพิสดาร หรือเพื่ออิทธิฤทธิ์ใด ๆ วิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องของการศึกษาชีวิต เพื่อที่จะปลดเปลื้องความทุกข์นานาประการออกเสียจากชีวิต หรือปลดเปลื้องชีวิตออกเสียจากความทุกข์ เป็นเรื่องของการค้นหาความจริง "ชีวิตนี้มันคืออะไรกันแน่" เหตุไฉนคนเราจึงควบชีวิตตะบึงไปบนถนนแห่งความชรา พยาธิ และมรณะอย่างไม่ลดละ เหตุไฉนคนเราจึงไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายในชีวิตที่ผ่านมา ในความเหี่ยวแห้งใจ และคับแค้นใจผ่านมา ในความสมหวังแล้วก็ผิดหวัง หัวเราะแล้วก็ร้องไห้ด้วยหน้าชื่นแล้วกลับบูดบึ้ง เหตุไฉนจึงไปลุ่มหลงกับการกระโจนขึ้นกระโจนลงของชีวิตที่ได้ผ่านมาในวิถีอันยืดยาว โดยไม่เคยสำนึกว่า มันมีอาการประดุจคนบ้า เหตุไฉนตัวเราจึงได้พลอยเห็นดิบเห็นดีไปกับเขาด้วย อะไรเล่าที่ผลักดันให้ชีวิตโลดแล่นไปอย่างน่าสมเพชเช่นนั้น แล้วก็ยังทำให้เจ้าของชีวิตชื่นชมไปด้วยกับอาการที่คล้ายกับคนบ้าเช่นนั้น อะไรเล่าที่มาทำให้ดวงหน้าที่หัวเราะร่าเริงอยู่เมื่อวานนี้กลับนองน้ำตาไปในวันนี้ อะไรเล่าที่มาทำให้ลิ้นกล่าววาจาอ่อนหวานอยู่เมื่อชั่วโมงก่อน กลับมากล่าววาจาหยาบคายในชั่วโมงนี้ อะไรเล่าที่มาคอยแต่งความคิดของเราให้แปรเปลี่ยนไปมาในระหว่างบาปบุญคุณโทษ ไม่มียุติลงได้ อะไรเล่าคือตัวการที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
ตามปกติเราอาจไม่เคยตั้งปัญหาเหล่านี้ขึ้นถามตนเองเลย ตามปกติเราปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามที่มันเคยดำเนินมาอย่างไรก็อย่างนั้น เราปล่อยให้ความเคยชินนำชีวิตของเราไปตามที่มันได้นำมาปีแล้วปีเล่า จากวัยเด็กไปจนสู่วัยชรา และเราก็เต็มใจที่จะปล่อยให้มันนำไป จนกระทั่งถึงเชิงตะกอน ก็เป็นการเคราะห์ร้ายอยู่ที่เจ้าความเคยชิน อันเรามอบหมายให้เป็นผู้นำชีวิตของเรานั้น โดยทั่วไปแล้วมันมิได้ทำหน้าที่เป็นดวงประทีปให้เลย มันเป็นแต่ความมืดบอด และดังนั้นก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ ที่มันได้นำชีวิตของเรากระหืดกระหอบไปตามเรื่องของมัน เราได้ปล่อยให้มันนำไป โดยที่เราไม่เคยสำนึกตัวว่า เราได้ตกเป็นทาสของมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นและอย่างน่าสมเพชเหลือเกิน การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องของการตีปัญหาซับซ้อนของชีวิตให้แตกกระจายออกไป จนมองเห็นความจริงในสิ่งต่าง ๆ ที่แตกกระจายออกไปนั้น เป็นเรื่องของการค้นหาความจริงของชีวิตตามวิธีการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำมา คือเพ่งมองเข้าไปในชีวิตของตนเอง เฝ้าดูการเคลื่อนไหวทั้งมวลภายในตัวของเราเอง เฝ้าสังเกตวิจารณ์แต่กุศลและอกุศลธรรมที่ดำเนินไปในตัวของเราเอง ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยใช้เวลาของการปฏิบัติทั้งหมดเพ่งมองเข้าไปในชีวิตของตนเองดังนี้ ปัญหาต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น จะผุดขึ้นมาในความนึกคิดของเรา และเราก็จะพบคำตอบปัญหาเหล่านั้นอย่างครบถ้วนและแจ่มแจ้ง เราจะพบชีวิตที่ปล่อยให้ความเคยชิน หรือใจที่ปราศจากสติที่นำไปนั้น ช่างแตกต่างกันอย่างลิบลับกับชีวิตที่ผูกไว้กับสติ และปล่อยให้สติเป็นผู้นำ วิปัสสนากรรมฐานเริ่มต้นด้วยการปลดแอกตัวเรา เริ่มต้นด้วยการปลดปล่อยตัวเราจากความเป็นทาสของความเคยชิน หรือใจที่ไม่อยู่ในความควบคุมของสติ นับตั้งแต่เริ่มการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ชีวิตของคนเราจะได้รับความเป็นไท และเราจะทราบได้เองว่า ตั้งแต่มีชีวิตมา เราไม่เคยได้รับความเป็นไทเช่นนี้มาก่อนเลย นับตั้งแต่เวลานั้น แทนความมืดบอด เราก็ได้จุดดวงประทีปให้แก่ชีวิตของเรา ดวงประทีปนั้น แท้จริงก็มีประจำอยู่กับชีวิตของเรานั่นเอง แต่เราไม่ได้จุดมันขึ้น บางทีก็อาจเป็นด้วยเราไม่ทราบว่าเรามีดวงประทีปติดอยู่กับตัวเรา เราพูดอยู่เสมอถึงคำว่า สติ ปัญญา เราใช้ปัญญาอยู่เสมอก็จริง แต่สตินั้น แท้จริงแล้ว เรานำออกใช้น้อยนัก ทั้งที่สตินั้นมีคุณค่าแก่ชีวิต และจำเป็นแก่ชีวิตที่มีคุณค่าอย่างเหลือที่ประมาณได้ ประทีปดวงนั้นคือ สติ นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนา เราก็ได้จุดประทีปดวงนั้นขึ้น แสงสว่างจะค่อย ๆ กล้าขึ้นและโพรงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นที่เราสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ในความมืดและที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ตามปกติเราไม่ทราบดอกว่า ความทุกข์ความเดือดเนื้อร้อนใจนานาประการที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรานั้น มันมีต้นเหตุมาจากอะไร และมันผ่านเข้ามาสู่ชีวิตโดยทางไหน โดยทั่วไปเรามิได้เคยสนใจค้นคว้าหาเหตุผลในเรื่องนี้ และเราก็มักจะต้อนรับมัน โดยถือเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต อันคนเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อเราเอาใจผูกไว้กับสติ โดยไม่ปล่อยให้ใจท่องเที่ยวไปไหนต่อไหนตามความเคยชินของมันแล้ว ความจริงบางอย่างก็จะปรากฏแจ่มแจ้งขึ้นมาในใจของเรา และเราก็จะตระหนักว่า ความทุกข์ร้อนใจต่าง ๆ นานานั้น มันมีต้นเหตุมาจากอะไร และมันผ่านเข้าสู่ชีวิตของเราโดยทางไหน การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ การระดมเอาสติทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเราออกมาใช้ประโยชน์ในการดับทุกข์ ให้ได้ผลดีที่สุดที่จะทำได้ และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เราจะตระหนักในคุณค่าอันอัศจรรย์ของสติ ที่เราไม่เคยคิดเห็นเช่นนั้นมาก่อน ใจที่ลำพองที่พยศและมีความตะกละตะกลาม เหมือนกับไฟอันไม่รู้จักอิ่มด้วยเชื้อ จะเชื่องลงและรู้จักจำกัดความต้องการของมัน เมื่อถูกสติเข้าถือบังเหียนไว้ การปฏิบัติวิปัสสนา คือ การอัญเชิญสติที่ถูกทอดทิ้งไว้ในความต่ำต้อยขึ้นมานั่งบัลลังก์ของชีวิต และเมื่อสติขึ้นสู่บัลลังก์แล้ว ใจก็จะคลานเข้ามามอบถวายบังคมอยู่เบื้องหน้าสติ สติจะบังคับมิให้ใจแส่ออกไปคบหาอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก และใจก็จะค่อยคุ้นกับการสงบอยู่กับอารมณ์อันเดียว ที่สติคอยบังคับให้สงบอยู่ เมื่อใจตั้งมั่นดีแล้ว การรู้ตามความเป็นจริงก็จะเป็นผลติดตามมา และเมื่อนั้นแหละเราก็จะทราบได้ว่าความทุกข์มันมาจากไหน และจะสกัดกั้นมันได้อย่างไร นั่นแหละคือผลงานของสติ นั่นแหละคืออานิสงส์ของวิปัสสนากรรมฐาน ภายหลังที่ได้ทุ่มเทกำลังไปอย่างเต็มที่ จิตใจของผู้ปฏิบัติก็จะได้สัมผัสกับสัจจะแห่งสภาวะธรรมต่าง ๆ อันผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นอย่างซึ้งใจมาก่อน ผลงานอันมีค่าล้ำเลิศของสติ บวกกับกำลังของสมาธิจิต จะทำให้เราเห็นอย่างแจ้งชัดว่า ความทุกข์ร้อนนานาประการนั้นมันไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเรา ทางช่องทางทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ความทุกข์สารพัดชนิดรวมทั้งกุศลและอกุศลธรรมสารพัดชนิด ตลอดจนการกระทำบ้าบอคอแตกทุกชนิด ตัณหาทั้งสามรูปและอกุศลมูลทั้ง ๓ ประการ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็มาจากช่องทางทั้งหกนี้เท่านั้น และมิได้มาจากทางอื่นอีกเลย การสกัดกั้นความทุกข์และบาปอกุศลทั้งมวล จึงจะต้องทำกันที่ช่องทางทั้งหมดนี้ จะต้องสร้างทำนบขึ้น ณ ที่แห่งนี้ และตัวทำนบนั้นก็คือสติอีกนั่นแหละ จากหนังสือ แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์ April 09 ความรู้เรื่อง "จิตใจของเรา"คนเราศึกษาหาความรู้มากมาย แต่ถ้าไม่รู้เรื่องของตัวเราเองเนี่ย ถือว่ายังสอบไม่ผ่านนะคะ
เมื่อได้ฟัง ดร.สนอง วรอุไร บรรยายเกี่ยวกับหน้าที่ของจิต และได้พิจารณาตามแล้ว
ก็เห็นด้วยว่า จิตมีหน้าที่
1.รับสิ่งกระทบแล้วปรุงเป็นอารมณ์
.มีหน้าที่รับสิ่งกระทบจากภายนอกเข้ามาปรุงแต่งอารมณ์ สิ่งกระทำที่เข้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่งผ่านระบบประสาท แล้วจิตก็จะปรุงแต่เป็นอารมณ์ สิ่งกระทบไม่ดี อารมณ์ก็จะไม่ดี สิ่งที่กระทบดี อารมณ์ก็จะดี เราจีงมีอารมณ์ทั้งดีและไม่ดี เดี๋ยวก็เป็นผีบ้า เดี๋ยวก็เป็นเทวดา เดี๋ยวก็เป็นนางฟ้า นี่เป็นกฏธรรมชาติของจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานก็ตกตกอยู่ในกฏธรรมชาตินี้ ขอเสริมว่า อารมณ์ตัวที่เกิดขึ้นนี้แหละค่ะ ที่ทำให้เรามีความสุขเหลือขนาด หรือมีความทุกข์ได้อย่างมหันต์
ถ้าเราไม่เอามันเสียอย่าง ความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้ (ซึ่งเรามีวิธีที่จะจัดการกับอารมณ์ตัวนี้ได้ เชื่อมั๊ยคะ ถ้าอยากรู้ก็เข้ามาคุยกันได้ค่ะ ยินดีให้คำตอบ)
2. จิตเป็นตัวสั่งสมอง
จิตเป็นตัวสั่งสมองให้คิด สั่งปากให้พูด สั่งให้ร่างกายทำสิ่งต่างๆ จิตเป็นตัวสั่งสมอง สมองมีระบบประสาทโยงไปที่อวัยวะ แสดงออกมาเป็นพฤติกรรม 3 อย่างด้วยกัน คือ คิด พูด ทำ ถ้าอารมณ์ดีจิตก็สั่งดีพฤติกรรมก็ออกมาดี ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็สั่งไม่ดี ปากก็ด่า นินทา การรับสิ่งกระทบไม่ดีก็จะทำให้เกิดการแสดงออกต่อกันที่ไม่ดี การกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี มีผลกระทบต่อตัวเองและสิ่งรอบข้างทั้งนั้น แต่คนส่วนใหญ่ ยังไม่เข้าใจกฏธรรชาติของจิตใจสังคนจึงมีแต่เรื่องแย่ๆ เพราะสร้างสิ่งกระทบไม่ดีไว้มา 3. จิตเป็นตัวเก็บสั่งสมข้อมูล
จิตสั่งสมพฤติกรรม ทั้งดีและไม่ดี ที่คิด พูด และทำ การที่จิตมีหน้าที่สั่งสมพฤติกรรมที่ทำนี่เอง จึงเป็นตัวกำหนดบุคลิค กำหนดวิถีชิวิตของคนเราแต่ละคน เป็นลักษณะเฉพาะตัว สิ่งไม่ดีที่จิตเก็บไว้ในรูปขยะอารมณ์ หรือเรียกว่าบาป ก็จะส่งผลกระทบแบบนึง ส่วนของดีๆที่เก็บเป็นบุญก็จะส่งผลอีกแบบนึง แต่ละคนคิด พูด ทำ เป็นบวกเป็นลบมากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นทำอะไรไว้ไม่มีโมฆะแน่ๆจิตจะสั่งสมหมดทั้งชั่วทั้งดี ทำอย่างไรชีวิตก็จะเป็นอย่างนั้น
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่า อยากมีชีวิตที่ดีหรือไม่
รีบสร้างเหตุที่ดีให้เกิดขึ้นในวันนี้ คิดดี พูดดี ทำดี
แล้วผลที่ดี จะตามมาเองโดยไม่ต้องสงสัย
April 05 ที่มาของสิ่งดีๆ ในชีวิตอยากให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเรา ก็ต้องรู้จักทำแต่สิ่งดี ๆ หรือเรียกว่า "บุญ" นั่งเอง
บุญเกิดจาก
1. ให้ทาน หมายถึง การให้ การสละ หรือการแบ่งปัน เป็นการลดความเห็นแก่ตัว
2. รักษาศีล เป็นการฝึกฝนมิให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น เลิกความชั่ว มุ่งให้กระทำความดี อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ
3. เจริญภาวนา ในที่นี้หมายถึง การพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตใจสงบ เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง
4. การอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนของเรา
5. การช่วยขวนขวายทำในกิจที่ชอบ ให้ความช่วยเหลือแก่สังคมรอบข้าง
6. การให้ผู้อื่นมาร่วมทำบุญกับเรา ช่วยให้เราเป็นคนใจกว้าง และปราศจากอคติต่างๆ เพราะพร้อมเปิดใจรับผู้อื่น
7. การอนุโมทนาส่วนบุญ คือ การยินดีในการทำความดีของผู้อื่น ทำให้เราไม่อิจฉาใคร
8. การฟังธรรม จะทำให้เราได้ฟังเรื่องที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อสติปัญญา และการดำเนินชีวิต (ธรรมะ สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ นะ)
9. การแสดงธรรม คือการให้ธรรมะหรือข้อคิดที่ดีๆ แก่ผู้อื่น ด้วยการนำธรรมะหรือเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ไปบอกต่อ (ไม่จำเป็นต้องบวชเป็นพระ จึงจะแสดงธรรมได้นะจ๊ะ)
10. การทำความเห็นให้ถูกต้อง เหมาะสม คือ การไม่ถือทิฐิ เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่ให้รู้จักแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น และความเข้าใจให้ถูกต้อง
หากไม่สะสมเสบียงไว้ การเดินทางต่อไปในภายภาคหน้า เราจะเอาอะไรกิน April 03 ความจริงของความรัก
ความจริงที่เราอาจไม่เคยรู้ ..... มีอยู่ว่า ปกติเวลาเราฟุ้งซ่านถึงใคร เราจะรู้สึกว่าเขามารบกวนเรา เราจะมีปฏิกิริยาทางใจกับเขาเป็นชอบ เป็นชังยิ่ง ๆ ขึ้นทุกครั้งที่เขามาอยู่ในหัวของเรา ทั้งที่ตัวจริงของเขาไม่ได้มาอยู่ตรงนั้นเลย
“พระพุทธองค์ท่านตรัสว่าคนเรามีรักร้อยก็นับว่าทุกข์ร้อย มีรักสิบก็นับว่าทุกข์สิบ มีรักหนึ่งก็นับว่าทุกข์หนึ่ง หากไม่มีรักเลยก็แปลว่าไม่ต้องมีทุกข์เพราะรักเลยเช่นกัน… สรุปคือ ความรักเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น ต่อให้รักกันยืดยาวจนแก่เฒ่า วันหนึ่งก็ต้องทุกข์ใหญ่หลวงเพราะความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักอยู่ดี”
รักนั้น เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ April 02 ธรรมดี ๆดร.สนอง วรอุไร
บ้านธัมมะ
ฟังธรรมดอทคอม
พระอาจารย์ปราโมทย์
ชมรมกัลยาณธรรม
โจโฉ
ดังตฤณ
|
|
|