Temsiri's profileยินดีต้อนรับค่ะPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 08

    Amazing Video

     
     
    มาดูกันว่า คนที่เขาไม่มีแขน ขา เขาอยู่ได้อย่างไร
    เขามีความสุขมากกว่าคนปกติซะอีก
    ความสุขของเขา อยู่ที่ไหนนะ??
    ที่แขน ที่ขา หรือว่า.... ที่ใจ
    October 31

    สมการความสุข

    สเปซนี้ไม่ค่อยมีเรื่องความรู้ให้อ่านนะคะ เพราะคิดว่าทุกคนหาความรู้ใส่ตัวได้ง่ายๆ จากหน้าเวป
    แต่เรื่องของคุณธรรม หรือ ธรรมะ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่ รอให้อายุ 60 ก่อนค่อยศึกษา
    อะไรประมาณนั้น ซึ่งคุณจะสำนึกก็ต่อเมื่อคุณเจอความทุกข์
    หากได้ศึกษาแล้วจะรู้ว่า คนที่ศึกษาธรรมะ ได้เปรียบกว่าเยอะเลย
    ที่ได้เปรียบเนี่ย ไม่หมายความว่า คนที่ศึกษาธรรมะจะไม่เป็นทุกข์นะคะ
    แต่เขาจะรู้วิธีในการจัดการกับความทุกข์มากว่าคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะค่ะ
    สเปซนี้ก็เลยเอาธรรมะมาฝากกัน จะได้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ ดีมั๊ยคะ

    วันนี้เอาเรื่อง สมการความสุข มาฝาก ซึ่งได้ดูรายการ เจาะใจ ตั้งนานแล้ว
    แล้ววันนี้ไปอ่านเจอใน blog ของพี่คนหนึ่ง แล้วก็เลยอยากเขียนในสเปซของเราบ้าง

    เรื่องมีอยู่ว่า แขกรับเชิญของรายการเจาะใจ เธอชื่อ วรัตดา ภัทโรดม หรือ เหมียว
    เธอเขียนหนังสือเรื่อง เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน ซึ่งก็ได้อ่านหนังสือที่เธอเขียนเหมือนกัน
    เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตของตัวเธอเอง ซึ่งได้ค้นพบทางที่เปลี่ยนชีวิตของเธอให้ดีขึ้น
    นั่นก็คือ ทางสายเอก ที่หลายๆ คนคงเคยได้ยิน แต่น้อยคนที่จะเข้าใจ

    เธอเล่าว่า เธอจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศ จบมาทำงาน Direct Marketing
    ได้เป็นเจ้าของบริษัท  มีลูกน้องหลายร้อยคน เงินเดือนดีมาก เรียกได้ว่า perfect เลยก็ว่าได้
    ชีวิตของเธอโรยด้วยกลีบกุหลาบ สวย รวย เก่ง อยากได้อะไรก็ได้ ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเก่ง อีโก้จึงสูงไปด้วย
    งานที่ทำต้องเป๊ะ หากลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ เธอก็จะเรียกมาด่า แม้ว่าลูกน้องจะอายุมากกว่าก็ตาม
    เธอเป็นคนอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่ายมาก วันหนึ่งๆ โกรธหลายครั้ง โกรธขึ้นมาก็ตัวสั่น และหายช้ามาก

    จุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอก็คือ...
    วันหนึ่งไปซื้อนาฬิกา คนขายหยิบผิด เอานาฬิกาเรือนที่เธอไม่ต้องการมาให้ดู เธอโกรธมาก ก็เลยตะคอกใส่คนขายไป
    พอกลับมาขึ้นรถ ก็นึกได้ว่า แค่เขาหยิบผิดแค่นี้เอง ทำไมต้องโกรธเขาด้วย ให้เขาหยิบมาให้ใหม่ก็ได้
    หลังจากนั้นก็เริ่มทบทวนว่า ทำไมเธอจึงเป็นคนแบบนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นแบบนี้เลย
    คนรอบข้างก็เคยเตือนว่า ทำไมเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป เธอก็ไม่เชื่อ และยังตอบกลับไปว่า เธอก็เป็นของเธอแบบนี้
    จนเจอกับเหตุการณ์วันที่ไปซื้อนาฬิกา เธอจึงกลับมาทบทวนว่า เธอเป็นใคร ทำไมเธอถึงขี้โมโหแบบนี้
    ซึ่งเมื่อก่อนเธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลย เธอจึงเขียนสมการว่าอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้เธอเปลี่ยนเป็นคนละคน

    อะไรกันนะที่ทำให้เธอเปลี่ยนไป.... เงิน เกียรติ ศักดิ์ศรี
    เธอจึงตัดสินใจเอาเงินกับเกียรติออกจากชีวิต ด้วยการปิดบริษัท แล้วไปเที่ยวแบบ bag packer เพื่อค้นหาตัวตนของเธอ

    เธอได้มีโอกาสไป วิปัสสนา เป็นเวลา 10 วัน ช่วงวันแรกๆ ก็ไปเถียงกับคนสอนวิปัสสนา ว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร
    เมื่อยก็เมื่อย เพราะเขาไม่ให้พูดเลย ให้นั่งอย่างเดียว แต่เธอเป็นคนเด็ดเดี่ยว อดทนปฏิบัติจนครบ 10 วัน
    หลัง 10 วันก็น้ำตาไหล เหมือนเกิดอีกครั้ง เธอบอกว่า
    พระพุทธองค์ตรัสว่าคนเราเกิดสองครั้ง ครั้งที่สองคือเกิดเมื่อพบธรรมะที่แท้จริง
    ตอนนี้ชีวิตเธอเปลี่ยน สามารถแยกกายกับจิตได้ จะเหน็บชา ปวดเข่ายังไง ก็แค่รู้ ใจไม่ได้เจ็บไปด้วย

    เธอยังคงไปวิปัสสนาเป็นประจำทุกปี เพื่อชำระจิตใจครั้งใหญ่ และก็ทำการชำระจิตใจทุกวัน
    เพราะจิตใจก็เหมือนร่างกาย เมื่อมีสิ่งสกปรกมาเกาะร่างกาย เราก็ต้องอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกออก
    จิตใจก็เช่นกัน มีสิ่งสกปรกมาเกาะทุกวัน เราจึงต้องชำระจิตใจทุกวันเช่นกัน

    เมื่อก่อน ถ้าลูกค้าขึ้นเสียงใส่เธอ เธอจะตอบโต้ทันทีด้วยท่าทีที่แรงกว่า เพราะเธอไม่เคยยอมใคร
    แต่พอเธอได้เจอธรรมะ เดี๋ยวนี้จัดการได้หมด พอลูกค้าแรงมาเธอก็ตอบกลับไปแบบใจเย็น
    เพราะสงสารลูกค้าว่า "โถ ในจิตใจเขาคงร้อนไปหมด เพราะไฟของความโกรธกำลังแผดเผาเขาอยู่"
    ลูกค้าก็สงสัยว่า เขาด่าเธอขนาดนี้ ทำไมเธอจึงไม่โกรธเขาเลย อยากให้เธอสอนวิธีที่ทำให้ใจเย็นบ้าง
    ปัจจุบันจึงกลายเป็นกัลยาณมิตรกันไป

    เธอใช้ทุกคนเป็นครู เพื่อใช้ฝึกจิตใจ เวลาเจอคนที่ไม่ชอบ หรือเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจ ก็ฝึกรู้เท่าทัน
    ทุกวันนี้เวลาโกรธขึ้นมาก็จะรู้สึกตัวเร็วขึ้น และไม่ตะโกน หรือ ตะคอกเหมือนเมื่อก่อน

    เธอบอกอีกว่าการปฏิบัติธรรมก็เหมือนการว่ายน้ำ หากนั่งเรียนวิธีการว่ายน้ำได้เข้าใจลึกซึ้งเพียงใด แต่ไม่ลงไปว่าย ก็ไม่มีทางว่ายเป็น
    ธรรมะก็เหมือนกัน หากอ่านหนังสือเป็นร้อยเล่ม แต่ไม่ลองปฏิบัติ ก็ไม่มีทางเข้าใจเช่นกัน

    หากอยากรู้ว่า ธรรมะจะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปได้จริงไหม ต้องลองปฏิบัติค่ะ
    เพราะแค่ฟัง อ่าน คิด แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีทางเข้าถึงธรรมะได้เลย




    September 08

    อาการ "เจ็บใจ"

    "เจ็บในใจเหมือนจะตายนั่นคือความจริง คนที่หัวใจถูกทิ้ง ก็ต้องช้ำเป็นธรรมดา" อิอิ เฮฮา ก่อนที่จะเข้าเรื่่องซีเรียส
    ช่วงนี้มักมีอาการแปลกๆ คือนั่งอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่บริเวณอกข้างซ้ายแบบกระทันหัน โดยไม่ได้ออกกำลังกายแต่อย่างใด
    เวลาเจ็บแล้ว จะหายใจเข้าไม่ได้ เพราะจะเจ็บมาก ทำให้ต้องค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ คือหายใจเข้า ออก ช่วงแคบๆ ทีละนิด
    รอสักพัก อาการเจ็บหน้าอก ก็จะหายไปเอง ตอนแรกคิดว่าตัวเองน่าจะมีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ แต่พอลองหาข้อมูลจากอาจารย์กู (google)
    ก็พบว่า อาการเจ็บหน้าอกมีหลายแบบ
     
    ซึ่งถ้าเป็นโรคหัวใจ ที่เกิดจากหัวใจขาดเลือด จะมีอาการดังนี้
    1 เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน
    2 อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง
    3 ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร
    4 กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก)
     
    แต่ถ้าไม่ใช่อาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ จะมีอาการดังนี้

    1 เจ็บแหลมๆ คล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก
    2 อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
    3 อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ
    4 อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า
    อาการตามข้อ 1,2 และ 3 อาจเกิดจากกระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

     
    พออ่านๆ ดูแล้ว เอ๊ะ เข้าเค้าแฮะ เจ็บแปล๊บๆ และก็เกิดขณะพัก
    ช่วงนี้เป็นบ่อยมาก วันละหลายรอบ ไม่รุ้ว่าจะเป็นที่ กระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กันแน่
    เห็นทีต้องไปตรวจสุขภาพดูซะแล้ว...
    June 18

    การสร้างเม็ดเลือดและการให้เลือด

    หมู่เลือดที่สำคัญในการให้เลือดมีอยู่ 2 ระบบ คือ หมู่เลือด ABO และ Rh
    ซึ่งระบบ ABO แบ่งได้เป็น 4 หมู่ คือ หมู่ A, หมู่ B, หมู่ AB, และ หมู่ O
     
    การสร้างเม็ดเลือดแดง
    ในการสร้างเม็ดเลือดนั้น จะเริ่มจากแอนติเจน H ซึ่งเป็นสารต้นกำเนิดของทั้ง แอนตินเจน A และแอนติเจน B
    โดยมี gene A และ gene B ทำหน้าที่กำหนดให้มีเอนไซม์ A transferase และ B transferase
    ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับแอนจิเจน H ให้เปลี่ยนไปเป็น แอนติเจน A หรือ แอนติเจน B
     
    ดังนั้น บนผิวเม็ดเลือดแดงหมู่ A จะมีแอนติเจน A และแอนติเจน H
    ผิวเม็ดเลือดหมู่ B จะมีแอนติเจน B และแอนติเจน H
    บนผิวเม็ดเลือดแดงหมู่ AB จะมีทั้งแอนติเจน A แอนติเจน B และ แอนติเจน H
    แต่บนผิวเม็ดเลือดแดงหมู่ O จะมีแต่แอนติเจน H เพียงอย่างเดียว
     
            
     
    ส่วนแอนติเจน H จะถูกกำหนดด้วย gene H และ gene h
    โดยที่ genotype HH และ Hh จะกำหนดให้มีการแสดงออกของแอนติเจน H บนผิวเม็ดเลือดแดง
    ส่วน genotype hh จะกำหนดให้ไม่มีแอนติเจน H บนผิวเม็ดเลือดแดง ทำให้ไม่มีทั้ง แอนติเจน A และ แอนติเจน B ไปด้วย
    ทำให้คนๆ นั้นมีลักษณะคล้ายคนหมู่เลือด O ลักษณะดังกล่าวเรียกว่า หมู่เลือด Bombay (group O Bombay)
     
    หมู่เลือด
    Bl.gr.
    แอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง
    Antigen
    แอนติบอดีย์ในซีรั่ม
    Antibody
    การกระจายในคนไทย
    Population
    A A anti-B 22 %
    B B anti-A 33 %
    AB A และ B - 8 %
    O H anti-A และ anti-B 37 %
     
    คนที่มีหมู่เลือด A จะมี แอนติเจน A อยู่ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมีแอนติบอดีต่อ B อยู่ในซีรัม (น้ำเหลือง)
    คนที่มีหมู่เลือด B จะมี แอนติเจน B อยู่ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมีแอนติบอดีต่อ A อยู่ในซีรัม
    คนที่มีหมู่เลือด AB จะมีทั้ง แอนติเจน A และแอนติเจน B อยู่ที่ผิวเม็ดเลือดแดง แต่จะไม่มีแอนติบอดีต่อแอนติเจน A และ B อยู่ในซีรัม
    ส่วนคนที่มีหมู่เลือด O บนผิวเม็ดเลือดแดงจะไม่มีทั้งแอนติเจน A และ แอนติเจน B แต่ในซีรัมจะมีทั้ง แอนติบอดีต่อ A และ B
     
    หลักการให้เลือด
    เลือดของผู้ให้จะต้องไม่มีแอนติเจนที่ผู้รับมีแอนติบอดีนั้น
     
    June 09

    วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด

    วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด <โดย ว.วชิรเมธี>

    มีเพื่อนโทรมาปรึกษาเรื่อง เข้ากับเพื่อนในห้องไม่ได้  เราไปอ่านเจอบทความของท่าน ว.วชิรเมธี พอดี ก็เลยเอามาโพสต์ลงสเปส ลองอ่านดูนะ เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น

     

    รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี

    ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

    ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
    หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
    ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา)
    คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต

    โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
    คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน

    ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า

    ''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
    ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''

    คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
    ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
    เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
    กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

    ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
    หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
    แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
    เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
    ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
    นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
    เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง

    คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
    ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
    จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

    เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า

    บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
    เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
    เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
    วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย

    ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า

    คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
    เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
    มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม

    อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
    ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
    มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

    วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
    กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
    แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
    แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
    เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
    ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
    สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น

    วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
    การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่ที่เราทุกขณะ
    หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
    อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์

    ปราชญ์จีนบอกว่า ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา
    แต่จงย้ายตัวเอง ''

    ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?

    May 26

    แด่เธอผู้รู้สึกตัว



    ทุกข์เปรียบเหมือนกับปลิงที่เกาะติดแน่นกับตัวเรา และดูดเลือดของเรา ถ้าเราพยายามดึงมันออก มันก็ยิ่งเกาะแน่นขึ้นและเราก็เจ็บปวดยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราฉลาด เราเพียงแต่ใช้น้ำผสมกับใบยาและปูนกินหมาก และบีบน้ำที่ผสมแล้วลงบนตัวปลิง ปลิงมันกลัวแล้วมันจะหลุดของมันไปเอง ดังนั้นเราไม่ต้องไปแกะมันออกหรือไปดึงมัน เพื่อที่จะกำจัดมัน เช่นเดียวกับบุคคลที่ไม่รู้ พยายามจะหยุด โทสะโมหะโลภะ เขาเหล่านั้นพยายามต่อสู้และกดมันไว้


    แต่สำหรับบุคคลผู้รู้เพียงมีสติเข้าไปดูจิตและเห็นความคิด เปรียบเหมือนการเปิดไฟฟ้า บุคคลที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้า จะพยายามหมุนที่หลอดไฟ หลอดไฟจึงไม่ติด แทนที่จะไปแตะที่สวิตซ์ แต่สำหรับบุคคลผู้ซึ่งรู้เกี่ยวไฟฟ้า จะรู้จักวิธีใช้สวิตซ์ไฟและดวงไฟก็สว่างขึ้น โทสะ โมหะ โลภะ เปรียบเหมือนกับหลอดไฟฟ้า ความคิดเปรียบเหมือนกับสวิตซ์ ความคิดเป็นต้นเหตุของความผิดปกติเหล่านี้


    ถ้าเราต้องการขจัดความยุ่งเหยิงผิดปกติเหล่านี้ ให้เรามาจัดการที่ความคิด เมื่อเรามีสติเฝ้าดูความคิดอยู่ โทสะ โมหะ โลภะ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แท้จริงแล้วไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีโลภะ เราแตะสวิสซ์ไฟที่นี่เพื่อให้เกิดความสว่างที่นั่น เราเจริญสติที่นี่เพื่อยังความสิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง


    จิตดั้งเดิมของเรานั้นสะอาด สว่าง สงบ สิ่งซึ่งมิได้สะอาด สว่าง สงบนั้น มิใช่จิตเรามันคือกิเลส (ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งต่างๆ มากระทบ) เราพยายามที่จะเอาชนะกิเลสนี้ แต่แท้จริงแล้วกิเลสมิได้มีอยู่จริง แล้วเราจะไปชนะมันได้อย่างไร สิ่งที่เราต้องกระทำเพียงอย่างเดียวคือ เราเพียงแต่ดูจิตใจโดยชัดเจน เผชิญหน้ากับความคิดโดยแจ่มชัด เมื่อเราเห็นจิตใจอย่างชัดเจนโมหะก็จะไม่มีอยู่


    การเจริญสติ เมื่อเรามีความรู้สึกตัวอยู่ จะไม่มีความหลงเปรียบเหมือนการเทน้ำลงไปในถ้วยแก้ว ขณะที่เราเทน้ำลงไป น้ำจะเข้าไปแทนที่อากาศและเมื่อเราเทน้ำจนเต็มแก้ว อากาศทั้งหมดในถ้วยแก้วก็จะหายไป แต่ถ้าเราเทน้ำออกอากาศก็จะเข้าไปในถ้วยแก้วทันที ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อมีโมหะ (ความหลง) อยู่ สติปัญญาก็ไม่สามารถเข้ามาได้ แต่เมื่อเราปฏิบัติเจริญสติ ทำความรู้สึกที่ตัวของเราเอง ความรู้สึกตัวนี้จะเข้ามาแทนที่โมหะ เมื่อมีสติอยู่โมหะก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้

    จากหนังสือ แด่เธอผู้รู้สึกตัว

    หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

     

    เพื่อนๆ ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ อาจจะเข้าใจยากสักนิด

    แต่อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองฝึกสติดู

    เพราะต่อให้คุณอ่านหนังสือเป็นพันเล่ม แต่ไม่ได้ลองปฏิบัติ คุณก็ไม่มีทางได้สัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์นี้ได้เลย

     

    May 25

    บทความดีๆ จากหนังสือธรรมะ

    เมื่อไหร่ พวกเราจะรู้ทันความจริงกันเสียที
     
    วิปัสสนากรรมฐานมิใช่เป็นเรื่องของการนั่งหลับตา เพื่อให้เห็นภาพวิจิตรพิสดาร หรือเพื่ออิทธิฤทธิ์ใด ๆ วิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องของการศึกษาชีวิต เพื่อที่จะปลดเปลื้องความทุกข์นานาประการออกเสียจากชีวิต หรือปลดเปลื้องชีวิตออกเสียจากความทุกข์ เป็นเรื่องของการค้นหาความจริง "ชีวิตนี้มันคืออะไรกันแน่" เหตุไฉนคนเราจึงควบชีวิตตะบึงไปบนถนนแห่งความชรา พยาธิ และมรณะอย่างไม่ลดละ เหตุไฉนคนเราจึงไม่รู้สึกเหนื่อยหน่ายในชีวิตที่ผ่านมา ในความเหี่ยวแห้งใจ และคับแค้นใจผ่านมา ในความสมหวังแล้วก็ผิดหวัง หัวเราะแล้วก็ร้องไห้ด้วยหน้าชื่นแล้วกลับบูดบึ้ง เหตุไฉนจึงไปลุ่มหลงกับการกระโจนขึ้นกระโจนลงของชีวิตที่ได้ผ่านมาในวิถีอันยืดยาว โดยไม่เคยสำนึกว่า มันมีอาการประดุจคนบ้า เหตุไฉนตัวเราจึงได้พลอยเห็นดิบเห็นดีไปกับเขาด้วย อะไรเล่าที่ผลักดันให้ชีวิตโลดแล่นไปอย่างน่าสมเพชเช่นนั้น แล้วก็ยังทำให้เจ้าของชีวิตชื่นชมไปด้วยกับอาการที่คล้ายกับคนบ้าเช่นนั้น อะไรเล่าที่มาทำให้ดวงหน้าที่หัวเราะร่าเริงอยู่เมื่อวานนี้กลับนองน้ำตาไปในวันนี้ อะไรเล่าที่มาทำให้ลิ้นกล่าววาจาอ่อนหวานอยู่เมื่อชั่วโมงก่อน กลับมากล่าววาจาหยาบคายในชั่วโมงนี้ อะไรเล่าที่มาคอยแต่งความคิดของเราให้แปรเปลี่ยนไปมาในระหว่างบาปบุญคุณโทษ ไม่มียุติลงได้ อะไรเล่าคือตัวการที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

    ตามปกติเราอาจไม่เคยตั้งปัญหาเหล่านี้ขึ้นถามตนเองเลย ตามปกติเราปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามที่มันเคยดำเนินมาอย่างไรก็อย่างนั้น เราปล่อยให้ความเคยชินนำชีวิตของเราไปตามที่มันได้นำมาปีแล้วปีเล่า จากวัยเด็กไปจนสู่วัยชรา และเราก็เต็มใจที่จะปล่อยให้มันนำไป จนกระทั่งถึงเชิงตะกอน ก็เป็นการเคราะห์ร้ายอยู่ที่เจ้าความเคยชิน อันเรามอบหมายให้เป็นผู้นำชีวิตของเรานั้น โดยทั่วไปแล้วมันมิได้ทำหน้าที่เป็นดวงประทีปให้เลย มันเป็นแต่ความมืดบอด และดังนั้นก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ ที่มันได้นำชีวิตของเรากระหืดกระหอบไปตามเรื่องของมัน เราได้ปล่อยให้มันนำไป โดยที่เราไม่เคยสำนึกตัวว่า เราได้ตกเป็นทาสของมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นและอย่างน่าสมเพชเหลือเกิน

    การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องของการตีปัญหาซับซ้อนของชีวิตให้แตกกระจายออกไป จนมองเห็นความจริงในสิ่งต่าง ๆ ที่แตกกระจายออกไปนั้น เป็นเรื่องของการค้นหาความจริงของชีวิตตามวิธีการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำมา คือเพ่งมองเข้าไปในชีวิตของตนเอง เฝ้าดูการเคลื่อนไหวทั้งมวลภายในตัวของเราเอง เฝ้าสังเกตวิจารณ์แต่กุศลและอกุศลธรรมที่ดำเนินไปในตัวของเราเอง

    ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยใช้เวลาของการปฏิบัติทั้งหมดเพ่งมองเข้าไปในชีวิตของตนเองดังนี้ ปัญหาต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น จะผุดขึ้นมาในความนึกคิดของเรา และเราก็จะพบคำตอบปัญหาเหล่านั้นอย่างครบถ้วนและแจ่มแจ้ง เราจะพบชีวิตที่ปล่อยให้ความเคยชิน หรือใจที่ปราศจากสติที่นำไปนั้น ช่างแตกต่างกันอย่างลิบลับกับชีวิตที่ผูกไว้กับสติ และปล่อยให้สติเป็นผู้นำ วิปัสสนากรรมฐานเริ่มต้นด้วยการปลดแอกตัวเรา เริ่มต้นด้วยการปลดปล่อยตัวเราจากความเป็นทาสของความเคยชิน หรือใจที่ไม่อยู่ในความควบคุมของสติ นับตั้งแต่เริ่มการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ชีวิตของคนเราจะได้รับความเป็นไท และเราจะทราบได้เองว่า ตั้งแต่มีชีวิตมา เราไม่เคยได้รับความเป็นไทเช่นนี้มาก่อนเลย นับตั้งแต่เวลานั้น แทนความมืดบอด เราก็ได้จุดดวงประทีปให้แก่ชีวิตของเรา ดวงประทีปนั้น แท้จริงก็มีประจำอยู่กับชีวิตของเรานั่นเอง แต่เราไม่ได้จุดมันขึ้น บางทีก็อาจเป็นด้วยเราไม่ทราบว่าเรามีดวงประทีปติดอยู่กับตัวเรา เราพูดอยู่เสมอถึงคำว่า สติ ปัญญา เราใช้ปัญญาอยู่เสมอก็จริง แต่สตินั้น แท้จริงแล้ว เรานำออกใช้น้อยนัก ทั้งที่สตินั้นมีคุณค่าแก่ชีวิต และจำเป็นแก่ชีวิตที่มีคุณค่าอย่างเหลือที่ประมาณได้ ประทีปดวงนั้นคือ สติ นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนา เราก็ได้จุดประทีปดวงนั้นขึ้น แสงสว่างจะค่อย ๆ กล้าขึ้นและโพรงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นที่เราสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ในความมืดและที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

    ตามปกติเราไม่ทราบดอกว่า ความทุกข์ความเดือดเนื้อร้อนใจนานาประการที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรานั้น มันมีต้นเหตุมาจากอะไร และมันผ่านเข้ามาสู่ชีวิตโดยทางไหน โดยทั่วไปเรามิได้เคยสนใจค้นคว้าหาเหตุผลในเรื่องนี้ และเราก็มักจะต้อนรับมัน โดยถือเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต อันคนเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อเราเอาใจผูกไว้กับสติ โดยไม่ปล่อยให้ใจท่องเที่ยวไปไหนต่อไหนตามความเคยชินของมันแล้ว ความจริงบางอย่างก็จะปรากฏแจ่มแจ้งขึ้นมาในใจของเรา และเราก็จะตระหนักว่า ความทุกข์ร้อนใจต่าง ๆ นานานั้น มันมีต้นเหตุมาจากอะไร และมันผ่านเข้าสู่ชีวิตของเราโดยทางไหน

    การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ การระดมเอาสติทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเราออกมาใช้ประโยชน์ในการดับทุกข์ ให้ได้ผลดีที่สุดที่จะทำได้ และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เราจะตระหนักในคุณค่าอันอัศจรรย์ของสติ ที่เราไม่เคยคิดเห็นเช่นนั้นมาก่อน ใจที่ลำพองที่พยศและมีความตะกละตะกลาม เหมือนกับไฟอันไม่รู้จักอิ่มด้วยเชื้อ จะเชื่องลงและรู้จักจำกัดความต้องการของมัน เมื่อถูกสติเข้าถือบังเหียนไว้

    การปฏิบัติวิปัสสนา คือ การอัญเชิญสติที่ถูกทอดทิ้งไว้ในความต่ำต้อยขึ้นมานั่งบัลลังก์ของชีวิต และเมื่อสติขึ้นสู่บัลลังก์แล้ว ใจก็จะคลานเข้ามามอบถวายบังคมอยู่เบื้องหน้าสติ สติจะบังคับมิให้ใจแส่ออกไปคบหาอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก และใจก็จะค่อยคุ้นกับการสงบอยู่กับอารมณ์อันเดียว ที่สติคอยบังคับให้สงบอยู่ เมื่อใจตั้งมั่นดีแล้ว การรู้ตามความเป็นจริงก็จะเป็นผลติดตามมา และเมื่อนั้นแหละเราก็จะทราบได้ว่าความทุกข์มันมาจากไหน และจะสกัดกั้นมันได้อย่างไร นั่นแหละคือผลงานของสติ นั่นแหละคืออานิสงส์ของวิปัสสนากรรมฐาน

    ภายหลังที่ได้ทุ่มเทกำลังไปอย่างเต็มที่ จิตใจของผู้ปฏิบัติก็จะได้สัมผัสกับสัจจะแห่งสภาวะธรรมต่าง ๆ อันผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นอย่างซึ้งใจมาก่อน ผลงานอันมีค่าล้ำเลิศของสติ บวกกับกำลังของสมาธิจิต จะทำให้เราเห็นอย่างแจ้งชัดว่า ความทุกข์ร้อนนานาประการนั้นมันไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเรา ทางช่องทางทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ความทุกข์สารพัดชนิดรวมทั้งกุศลและอกุศลธรรมสารพัดชนิด ตลอดจนการกระทำบ้าบอคอแตกทุกชนิด ตัณหาทั้งสามรูปและอกุศลมูลทั้ง ๓ ประการ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็มาจากช่องทางทั้งหกนี้เท่านั้น และมิได้มาจากทางอื่นอีกเลย การสกัดกั้นความทุกข์และบาปอกุศลทั้งมวล จึงจะต้องทำกันที่ช่องทางทั้งหมดนี้ จะต้องสร้างทำนบขึ้น ณ ที่แห่งนี้ และตัวทำนบนั้นก็คือสติอีกนั่นแหละ
     
    จากหนังสือ แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์
    April 09

    ความรู้เรื่อง "จิตใจของเรา"

    คนเราศึกษาหาความรู้มากมาย แต่ถ้าไม่รู้เรื่องของตัวเราเองเนี่ย ถือว่ายังสอบไม่ผ่านนะคะ
     
    เมื่อได้ฟัง ดร.สนอง วรอุไร บรรยายเกี่ยวกับหน้าที่ของจิต และได้พิจารณาตามแล้ว
    ก็เห็นด้วยว่า จิตมีหน้าที่
     
    1.รับสิ่งกระทบแล้วปรุงเป็นอารมณ์
    .มีหน้าที่รับสิ่งกระทบจากภายนอกเข้ามาปรุงแต่งอารมณ์ สิ่งกระทำที่เข้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่งผ่านระบบประสาท แล้วจิตก็จะปรุงแต่เป็นอารมณ์ สิ่งกระทบไม่ดี อารมณ์ก็จะไม่ดี สิ่งที่กระทบดี อารมณ์ก็จะดี เราจีงมีอารมณ์ทั้งดีและไม่ดี เดี๋ยวก็เป็นผีบ้า เดี๋ยวก็เป็นเทวดา เดี๋ยวก็เป็นนางฟ้า นี่เป็นกฏธรรมชาติของจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานก็ตกตกอยู่ในกฏธรรมชาตินี้
     
    ขอเสริมว่า อารมณ์ตัวที่เกิดขึ้นนี้แหละค่ะ ที่ทำให้เรามีความสุขเหลือขนาด หรือมีความทุกข์ได้อย่างมหันต์
    ถ้าเราไม่เอามันเสียอย่าง ความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้ (ซึ่งเรามีวิธีที่จะจัดการกับอารมณ์ตัวนี้ได้ เชื่อมั๊ยคะ ถ้าอยากรู้ก็เข้ามาคุยกันได้ค่ะ ยินดีให้คำตอบ)
     
    2. จิตเป็นตัวสั่งสมอง
    จิตเป็นตัวสั่งสมองให้คิด สั่งปากให้พูด สั่งให้ร่างกายทำสิ่งต่างๆ จิตเป็นตัวสั่งสมอง สมองมีระบบประสาทโยงไปที่อวัยวะ แสดงออกมาเป็นพฤติกรรม 3 อย่างด้วยกัน คือ คิด พูด ทำ ถ้าอารมณ์ดีจิตก็สั่งดีพฤติกรรมก็ออกมาดี ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็สั่งไม่ดี ปากก็ด่า นินทา การรับสิ่งกระทบไม่ดีก็จะทำให้เกิดการแสดงออกต่อกันที่ไม่ดี การกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี มีผลกระทบต่อตัวเองและสิ่งรอบข้างทั้งนั้น แต่คนส่วนใหญ่ ยังไม่เข้าใจกฏธรรชาติของจิตใจสังคนจึงมีแต่เรื่องแย่ๆ เพราะสร้างสิ่งกระทบไม่ดีไว้มา
     
    3. จิตเป็นตัวเก็บสั่งสมข้อมูล
    จิตสั่งสมพฤติกรรม ทั้งดีและไม่ดี ที่คิด พูด และทำ การที่จิตมีหน้าที่สั่งสมพฤติกรรมที่ทำนี่เอง จึงเป็นตัวกำหนดบุคลิค กำหนดวิถีชิวิตของคนเราแต่ละคน เป็นลักษณะเฉพาะตัว สิ่งไม่ดีที่จิตเก็บไว้ในรูปขยะอารมณ์ หรือเรียกว่าบาป ก็จะส่งผลกระทบแบบนึง ส่วนของดีๆที่เก็บเป็นบุญก็จะส่งผลอีกแบบนึง แต่ละคนคิด พูด ทำ เป็นบวกเป็นลบมากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นทำอะไรไว้ไม่มีโมฆะแน่ๆจิตจะสั่งสมหมดทั้งชั่วทั้งดี ทำอย่างไรชีวิตก็จะเป็นอย่างนั้น
     
    ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่า อยากมีชีวิตที่ดีหรือไม่
    รีบสร้างเหตุที่ดีให้เกิดขึ้นในวันนี้ คิดดี พูดดี ทำดี
    แล้วผลที่ดี จะตามมาเองโดยไม่ต้องสงสัย
     หลอดไฟหลอดไฟหลอดไฟ
    April 05

    ที่มาของสิ่งดีๆ ในชีวิต

    อยากให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเรา ก็ต้องรู้จักทำแต่สิ่งดี ๆ หรือเรียกว่า "บุญ" นั่งเอง
     
    บุญเกิดจาก
     
    1. ให้ทาน หมายถึง การให้ การสละ หรือการแบ่งปัน เป็นการลดความเห็นแก่ตัว
     
    2. รักษาศีล  เป็นการฝึกฝนมิให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น  เลิกความชั่ว  มุ่งให้กระทำความดี อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ
     
    3. เจริญภาวนา ในที่นี้หมายถึง การพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตใจสงบ เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง
     
    4. การอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนของเรา
     
    5. การช่วยขวนขวายทำในกิจที่ชอบ ให้ความช่วยเหลือแก่สังคมรอบข้าง
     
    6. การให้ผู้อื่นมาร่วมทำบุญกับเรา ช่วยให้เราเป็นคนใจกว้าง และปราศจากอคติต่างๆ เพราะพร้อมเปิดใจรับผู้อื่น
     
    7. การอนุโมทนาส่วนบุญ คือ การยินดีในการทำความดีของผู้อื่น ทำให้เราไม่อิจฉาใคร
     
    8. การฟังธรรม จะทำให้เราได้ฟังเรื่องที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อสติปัญญา และการดำเนินชีวิต (ธรรมะ สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ นะ)
     
    9. การแสดงธรรม คือการให้ธรรมะหรือข้อคิดที่ดีๆ แก่ผู้อื่น ด้วยการนำธรรมะหรือเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ไปบอกต่อ (ไม่จำเป็นต้องบวชเป็นพระ จึงจะแสดงธรรมได้นะจ๊ะ)
     
    10. การทำความเห็นให้ถูกต้อง เหมาะสม คือ การไม่ถือทิฐิ  เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่  แต่ให้รู้จักแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น และความเข้าใจให้ถูกต้อง
     
     
    หากไม่สะสมเสบียงไว้ การเดินทางต่อไปในภายภาคหน้า เราจะเอาอะไรกิน
    April 03

    ความจริงของความรัก

     

    ความจริงที่เราอาจไม่เคยรู้ ..... มีอยู่ว่า

    ปกติเวลาเราฟุ้งซ่านถึงใคร เราจะรู้สึกว่าเขามารบกวนเรา

    เราจะมีปฏิกิริยาทางใจกับเขาเป็นชอบ เป็นชังยิ่ง ๆ ขึ้นทุกครั้งที่เขามาอยู่ในหัวของเรา

    ทั้งที่ตัวจริงของเขาไม่ได้มาอยู่ตรงนั้นเลย

    (๗ เดือนบรรลุธรรม สรุปเดือนที่ ๔)


    บทสรุปหนึ่งก็คือว่า รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส

    หมายความว่าถ้ามองตามสายตาทางโลกก็ต้องว่ามีต่ถ้ามองตามสายตาทางธรรมก็ต้องว่ารากของรักแท้นั้นมาจากกิเลสนี่เอง ที่รักแท้จะมีอันต้องกลับกลายเป็นรักเก๊ ก็ด้วยกิเลสอันเดียวกันอีกนั่นแหละ โดยมีตัวแปรเช่นบุคคล เวลา และสถานการณ์มาร่วมสมการกิเลส

    กิเลสมากก็ทุกข์มาก กิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย
    สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

    (ทางนฤพาน บทที่ ๒๘ วังวน)

    พระพุทธองค์ท่านตรัสว่าคนเรามีรักร้อยก็นับว่าทุกข์ร้อย

    มีรักสิบก็นับว่าทุกข์สิบ มีรักหนึ่งก็นับว่าทุกข์หนึ่ง

    หากไม่มีรักเลยก็แปลว่าไม่ต้องมีทุกข์เพราะรักเลยเช่นกัน

    สรุปคือ ความรักเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของความทุกข์เท่านั้น

    ต่อให้รักกันยืดยาวจนแก่เฒ่า วันหนึ่งก็ต้องทุกข์ใหญ่หลวงเพราะความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักอยู่ดี

    (กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๓๓ คู่มือนักฆ่าตัวตาย)


    ความรักมักเล่นตลก

    ตอนต้องการส่วนใหญ่ไม่มา
    แต่บางทีมาตอนไม่ต้องการ
    ตอนมาก็มักมาพร้อมปัญหา
    เหมือนความรักจะเป็นเครื่องยืนยันว่า
    ของจริงคือทุกข์ ความสุขแค่ของปลอม

    รักนั้น เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
    เป็นที่มาของความผิดหวังเมื่อไม่ได้บุคคลอันเป็นที่รักมาครอง
    เป็นที่มาของความคร่ำครวญเมื่อพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก
    เป็นที่มาของความอึดอัดเมื่อได้อยู่ร่วมกับคนที่เข้ากับเราไม่ได้เต็มร้อย ฯลฯ

    "ความรัก" เหมือนกาแฟ ขมแต่ก็อร่อย
    "ความรัก" เหมือนกุหลาบ สวยงามแต่ทำร้าย
    "ความรัก" เหมือนสายลม พัดมาเย็นสบาย แล้วก้อจากไป
    "ความรัก" เหมือนเปลวเทียน สว่างไสว ร้อนแรงสุดท้าก้อดับลง

    http://dungtrin.com/mag/?65.love

    April 02

    ธรรมดี ๆ

     
     
    ดร.สนอง วรอุไร
     
    บ้านธัมมะ
     
    ฟังธรรมดอทคอม
     
    พระอาจารย์ปราโมทย์
     
    ชมรมกัลยาณธรรม
     
    โจโฉ
     
    ดังตฤณ