Temsiri's profileยินดีต้อนรับค่ะPhotosBlogListsMore Tools Help

ยินดีต้อนรับค่ะ

สเปซนี้มีสิ่งดีๆ มาแบ่งปัน เราได้รู้แล้ว อยากให้เพื่อนๆ ได้รู้บ้าง

Temsiri Songjaroen

Windows Media Player

Photo 1 of 56
November 08

Amazing Video

 
 
มาดูกันว่า คนที่เขาไม่มีแขน ขา เขาอยู่ได้อย่างไร
เขามีความสุขมากกว่าคนปกติซะอีก
ความสุขของเขา อยู่ที่ไหนนะ??
ที่แขน ที่ขา หรือว่า.... ที่ใจ
October 31

สมการความสุข

สเปซนี้ไม่ค่อยมีเรื่องความรู้ให้อ่านนะคะ เพราะคิดว่าทุกคนหาความรู้ใส่ตัวได้ง่ายๆ จากหน้าเวป
แต่เรื่องของคุณธรรม หรือ ธรรมะ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่ รอให้อายุ 60 ก่อนค่อยศึกษา
อะไรประมาณนั้น ซึ่งคุณจะสำนึกก็ต่อเมื่อคุณเจอความทุกข์
หากได้ศึกษาแล้วจะรู้ว่า คนที่ศึกษาธรรมะ ได้เปรียบกว่าเยอะเลย
ที่ได้เปรียบเนี่ย ไม่หมายความว่า คนที่ศึกษาธรรมะจะไม่เป็นทุกข์นะคะ
แต่เขาจะรู้วิธีในการจัดการกับความทุกข์มากว่าคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะค่ะ
สเปซนี้ก็เลยเอาธรรมะมาฝากกัน จะได้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ ดีมั๊ยคะ

วันนี้เอาเรื่อง สมการความสุข มาฝาก ซึ่งได้ดูรายการ เจาะใจ ตั้งนานแล้ว
แล้ววันนี้ไปอ่านเจอใน blog ของพี่คนหนึ่ง แล้วก็เลยอยากเขียนในสเปซของเราบ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า แขกรับเชิญของรายการเจาะใจ เธอชื่อ วรัตดา ภัทโรดม หรือ เหมียว
เธอเขียนหนังสือเรื่อง เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน ซึ่งก็ได้อ่านหนังสือที่เธอเขียนเหมือนกัน
เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตของตัวเธอเอง ซึ่งได้ค้นพบทางที่เปลี่ยนชีวิตของเธอให้ดีขึ้น
นั่นก็คือ ทางสายเอก ที่หลายๆ คนคงเคยได้ยิน แต่น้อยคนที่จะเข้าใจ

เธอเล่าว่า เธอจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศ จบมาทำงาน Direct Marketing
ได้เป็นเจ้าของบริษัท  มีลูกน้องหลายร้อยคน เงินเดือนดีมาก เรียกได้ว่า perfect เลยก็ว่าได้
ชีวิตของเธอโรยด้วยกลีบกุหลาบ สวย รวย เก่ง อยากได้อะไรก็ได้ ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเก่ง อีโก้จึงสูงไปด้วย
งานที่ทำต้องเป๊ะ หากลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ เธอก็จะเรียกมาด่า แม้ว่าลูกน้องจะอายุมากกว่าก็ตาม
เธอเป็นคนอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่ายมาก วันหนึ่งๆ โกรธหลายครั้ง โกรธขึ้นมาก็ตัวสั่น และหายช้ามาก

จุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอก็คือ...
วันหนึ่งไปซื้อนาฬิกา คนขายหยิบผิด เอานาฬิกาเรือนที่เธอไม่ต้องการมาให้ดู เธอโกรธมาก ก็เลยตะคอกใส่คนขายไป
พอกลับมาขึ้นรถ ก็นึกได้ว่า แค่เขาหยิบผิดแค่นี้เอง ทำไมต้องโกรธเขาด้วย ให้เขาหยิบมาให้ใหม่ก็ได้
หลังจากนั้นก็เริ่มทบทวนว่า ทำไมเธอจึงเป็นคนแบบนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นแบบนี้เลย
คนรอบข้างก็เคยเตือนว่า ทำไมเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป เธอก็ไม่เชื่อ และยังตอบกลับไปว่า เธอก็เป็นของเธอแบบนี้
จนเจอกับเหตุการณ์วันที่ไปซื้อนาฬิกา เธอจึงกลับมาทบทวนว่า เธอเป็นใคร ทำไมเธอถึงขี้โมโหแบบนี้
ซึ่งเมื่อก่อนเธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลย เธอจึงเขียนสมการว่าอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้เธอเปลี่ยนเป็นคนละคน

อะไรกันนะที่ทำให้เธอเปลี่ยนไป.... เงิน เกียรติ ศักดิ์ศรี
เธอจึงตัดสินใจเอาเงินกับเกียรติออกจากชีวิต ด้วยการปิดบริษัท แล้วไปเที่ยวแบบ bag packer เพื่อค้นหาตัวตนของเธอ

เธอได้มีโอกาสไป วิปัสสนา เป็นเวลา 10 วัน ช่วงวันแรกๆ ก็ไปเถียงกับคนสอนวิปัสสนา ว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร
เมื่อยก็เมื่อย เพราะเขาไม่ให้พูดเลย ให้นั่งอย่างเดียว แต่เธอเป็นคนเด็ดเดี่ยว อดทนปฏิบัติจนครบ 10 วัน
หลัง 10 วันก็น้ำตาไหล เหมือนเกิดอีกครั้ง เธอบอกว่า
พระพุทธองค์ตรัสว่าคนเราเกิดสองครั้ง ครั้งที่สองคือเกิดเมื่อพบธรรมะที่แท้จริง
ตอนนี้ชีวิตเธอเปลี่ยน สามารถแยกกายกับจิตได้ จะเหน็บชา ปวดเข่ายังไง ก็แค่รู้ ใจไม่ได้เจ็บไปด้วย

เธอยังคงไปวิปัสสนาเป็นประจำทุกปี เพื่อชำระจิตใจครั้งใหญ่ และก็ทำการชำระจิตใจทุกวัน
เพราะจิตใจก็เหมือนร่างกาย เมื่อมีสิ่งสกปรกมาเกาะร่างกาย เราก็ต้องอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกออก
จิตใจก็เช่นกัน มีสิ่งสกปรกมาเกาะทุกวัน เราจึงต้องชำระจิตใจทุกวันเช่นกัน

เมื่อก่อน ถ้าลูกค้าขึ้นเสียงใส่เธอ เธอจะตอบโต้ทันทีด้วยท่าทีที่แรงกว่า เพราะเธอไม่เคยยอมใคร
แต่พอเธอได้เจอธรรมะ เดี๋ยวนี้จัดการได้หมด พอลูกค้าแรงมาเธอก็ตอบกลับไปแบบใจเย็น
เพราะสงสารลูกค้าว่า "โถ ในจิตใจเขาคงร้อนไปหมด เพราะไฟของความโกรธกำลังแผดเผาเขาอยู่"
ลูกค้าก็สงสัยว่า เขาด่าเธอขนาดนี้ ทำไมเธอจึงไม่โกรธเขาเลย อยากให้เธอสอนวิธีที่ทำให้ใจเย็นบ้าง
ปัจจุบันจึงกลายเป็นกัลยาณมิตรกันไป

เธอใช้ทุกคนเป็นครู เพื่อใช้ฝึกจิตใจ เวลาเจอคนที่ไม่ชอบ หรือเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจ ก็ฝึกรู้เท่าทัน
ทุกวันนี้เวลาโกรธขึ้นมาก็จะรู้สึกตัวเร็วขึ้น และไม่ตะโกน หรือ ตะคอกเหมือนเมื่อก่อน

เธอบอกอีกว่าการปฏิบัติธรรมก็เหมือนการว่ายน้ำ หากนั่งเรียนวิธีการว่ายน้ำได้เข้าใจลึกซึ้งเพียงใด แต่ไม่ลงไปว่าย ก็ไม่มีทางว่ายเป็น
ธรรมะก็เหมือนกัน หากอ่านหนังสือเป็นร้อยเล่ม แต่ไม่ลองปฏิบัติ ก็ไม่มีทางเข้าใจเช่นกัน

หากอยากรู้ว่า ธรรมะจะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปได้จริงไหม ต้องลองปฏิบัติค่ะ
เพราะแค่ฟัง อ่าน คิด แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีทางเข้าถึงธรรมะได้เลย




September 08

อาการ "เจ็บใจ"

"เจ็บในใจเหมือนจะตายนั่นคือความจริง คนที่หัวใจถูกทิ้ง ก็ต้องช้ำเป็นธรรมดา" อิอิ เฮฮา ก่อนที่จะเข้าเรื่่องซีเรียส
ช่วงนี้มักมีอาการแปลกๆ คือนั่งอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่บริเวณอกข้างซ้ายแบบกระทันหัน โดยไม่ได้ออกกำลังกายแต่อย่างใด
เวลาเจ็บแล้ว จะหายใจเข้าไม่ได้ เพราะจะเจ็บมาก ทำให้ต้องค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ คือหายใจเข้า ออก ช่วงแคบๆ ทีละนิด
รอสักพัก อาการเจ็บหน้าอก ก็จะหายไปเอง ตอนแรกคิดว่าตัวเองน่าจะมีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ แต่พอลองหาข้อมูลจากอาจารย์กู (google)
ก็พบว่า อาการเจ็บหน้าอกมีหลายแบบ
 
ซึ่งถ้าเป็นโรคหัวใจ ที่เกิดจากหัวใจขาดเลือด จะมีอาการดังนี้
1 เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน
2 อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง
3 ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร
4 กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก)
 
แต่ถ้าไม่ใช่อาการเจ็บหน้าอกที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ จะมีอาการดังนี้

1 เจ็บแหลมๆ คล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก
2 อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
3 อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ
4 อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า
อาการตามข้อ 1,2 และ 3 อาจเกิดจากกระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

 
พออ่านๆ ดูแล้ว เอ๊ะ เข้าเค้าแฮะ เจ็บแปล๊บๆ และก็เกิดขณะพัก
ช่วงนี้เป็นบ่อยมาก วันละหลายรอบ ไม่รุ้ว่าจะเป็นที่ กระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กันแน่
เห็นทีต้องไปตรวจสุขภาพดูซะแล้ว...
June 18

การสร้างเม็ดเลือดและการให้เลือด

หมู่เลือดที่สำคัญในการให้เลือดมีอยู่ 2 ระบบ คือ หมู่เลือด ABO และ Rh
ซึ่งระบบ ABO แบ่งได้เป็น 4 หมู่ คือ หมู่ A, หมู่ B, หมู่ AB, และ หมู่ O
 
การสร้างเม็ดเลือดแดง
ในการสร้างเม็ดเลือดนั้น จะเริ่มจากแอนติเจน H ซึ่งเป็นสารต้นกำเนิดของทั้ง แอนตินเจน A และแอนติเจน B
โดยมี gene A และ gene B ทำหน้าที่กำหนดให้มีเอนไซม์ A transferase และ B transferase
ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับแอนจิเจน H ให้เปลี่ยนไปเป็น แอนติเจน A หรือ แอนติเจน B
 
ดังนั้น บนผิวเม็ดเลือดแดงหมู่ A จะมีแอนติเจน A และแอนติเจน H
ผิวเม็ดเลือดหมู่ B จะมีแอนติเจน B และแอนติเจน H
บนผิวเม็ดเลือดแดงหมู่ AB จะมีทั้งแอนติเจน A แอนติเจน B และ แอนติเจน H
แต่บนผิวเม็ดเลือดแดงหมู่ O จะมีแต่แอนติเจน H เพียงอย่างเดียว
 
        
 
ส่วนแอนติเจน H จะถูกกำหนดด้วย gene H และ gene h
โดยที่ genotype HH และ Hh จะกำหนดให้มีการแสดงออกของแอนติเจน H บนผิวเม็ดเลือดแดง
ส่วน genotype hh จะกำหนดให้ไม่มีแอนติเจน H บนผิวเม็ดเลือดแดง ทำให้ไม่มีทั้ง แอนติเจน A และ แอนติเจน B ไปด้วย
ทำให้คนๆ นั้นมีลักษณะคล้ายคนหมู่เลือด O ลักษณะดังกล่าวเรียกว่า หมู่เลือด Bombay (group O Bombay)
 
หมู่เลือด
Bl.gr.
แอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง
Antigen
แอนติบอดีย์ในซีรั่ม
Antibody
การกระจายในคนไทย
Population
A A anti-B 22 %
B B anti-A 33 %
AB A และ B - 8 %
O H anti-A และ anti-B 37 %
 
คนที่มีหมู่เลือด A จะมี แอนติเจน A อยู่ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมีแอนติบอดีต่อ B อยู่ในซีรัม (น้ำเหลือง)
คนที่มีหมู่เลือด B จะมี แอนติเจน B อยู่ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมีแอนติบอดีต่อ A อยู่ในซีรัม
คนที่มีหมู่เลือด AB จะมีทั้ง แอนติเจน A และแอนติเจน B อยู่ที่ผิวเม็ดเลือดแดง แต่จะไม่มีแอนติบอดีต่อแอนติเจน A และ B อยู่ในซีรัม
ส่วนคนที่มีหมู่เลือด O บนผิวเม็ดเลือดแดงจะไม่มีทั้งแอนติเจน A และ แอนติเจน B แต่ในซีรัมจะมีทั้ง แอนติบอดีต่อ A และ B
 
หลักการให้เลือด
เลือดของผู้ให้จะต้องไม่มีแอนติเจนที่ผู้รับมีแอนติบอดีนั้น
 
June 09

วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด

วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด <โดย ว.วชิรเมธี>

มีเพื่อนโทรมาปรึกษาเรื่อง เข้ากับเพื่อนในห้องไม่ได้  เราไปอ่านเจอบทความของท่าน ว.วชิรเมธี พอดี ก็เลยเอามาโพสต์ลงสเปส ลองอ่านดูนะ เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น

 

รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี

ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต

โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน

ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า

''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''

คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง

คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า

บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย

ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า

คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม

อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น

วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่ที่เราทุกขณะ
หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์

ปราชญ์จีนบอกว่า ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา
แต่จงย้ายตัวเอง ''

ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?